สถิติผู้ชมเว็บไซต์







 

 

 


เสริมสะโพก (BUTTOCK AUGMENTATION)


สำหรับผู้ที่ต้องการ เสริมสะโพก ให้ทรวดทรงดูมีส่วนเว้าส่วนโค้งขึ้น ปัจจุบันได้มีเทคนิคการผ่าตัด เสริมสะโพก แบบใช้ซิลิโคน ซึ่งถือว่าเป็นการศัลยกรรมที่นิยมมากในสาว ๆ ฝั่งประเทศบราซิลและอเมริกา ที่มีความต้องการให้สะโพกหรือก้นใหญ่ขึ้น ส่วนในประเทศไทยแม้ว่าการเสริมสะโพกยังไม่เป็นที่นิยมเท่ากับการเสริมหน้าอก แต่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกของการศัลยกรรมปรับรูปร่างที่เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สัดส่วนดูสวยงามสมบูรณ์แบบ


การผ่าตัดศัลยกรรม เสริมสะโพก เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีรูปร่างโดยรวมไม่มีส่วนเว้าโค้ง
  • ผู้ที่บั้นท้ายไม่มีวอลลุ่ม ฟีบแบน
  • ผู้ที่สะโพกขาดวอลลุ่มจากการลดน้ำหนัก

การเสริมสะโพกแพทย์จะเปิดแผลบริเวณร่องก้น และเสริมซิลิโคนใส่ไว้ภายในกล้ามเนื้อ วิธีนี้ช่วยให้รูปทรงของสะโพกสวยงาม โดยสามารถเลือกขนาดของซิลิโคนได้ ซึ่งมีหลากหลายขนาดแล้วแต่ความชอบ ทั้งนี้การเลือกขนาดไม่ควรเลือกขนาดที่ใหญ่เกินไปเพราะอาจจะมีปัญหาหลังผ่าตัดได้ (แพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความเหมาะสมในแต่ละคน)

 

การผ่าตัดเสริมสะโพก

การผ่าตัดเสริมสะโพกแพทย์จะทำการผ่าบริเวณร่องก้น ยาวประมาณ 4-5 ซม. จากนั้นใส่ ถุงซิลิโคน (Buttocks impaints) เป็นรูปทรงกลมหรือทรงรี(หยดน้ำ) แล้วแต่ความเหมาะสม เข้าไปใต้กล้ามเนื้อก้นที่อยู่ระหว่างกล้ามเนื้อส่วนนอกและส่วนกลาง ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนที่ของถุงซิลิโคน

การเปิดแผลส่วนนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะสามารถซ่อนแผลได้ดี ทำให้เห็นไม่ชัด และเปิดแผลเพียงแผลเดียว ก็สามารถทำได้ทั้ง 2 ข้าง

การผ่าตัดเสริมสะโพกให้ดูใหญ่และได้สัดส่วน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยเสริมสร้างความงดงามของรูปร่าง เสริมบุคลิกภาพให้เกิดความมั่นใจ อีกทั้งยังมีความปลอดภัยในการผ่าตัดสูง

 

ซิลิโคนที่ใช้เสริมสะโพก/ก้น นั้นจะมีลักษณะแบนและมีความกว้างกว่าซิลิโคนหน้าอก และจะเป็นซิลิโคนเจลชนิดพิเศษที่มีความหนาแน่นมาก (High Cohesive gel) ซึ่งจะมีความแข็งและยืดหยุ่นน้อยกว่าซิลิโคนหน้าอก ทำให้ทนต่อแรงกดได้มากกว่า เพราะการเสริมสะโพกเป็นการใส่ถุงซิลิโคนในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวและกดทับมากกว่าบริเวณหน้าอก

 


 

รูปทรงของซิลิโคน


  1. ทรงกลม จะมีรูปร่างกลมและแบนเหมาะสำหรับเสริมบริเวณสะโพกด้านใน หรือ บริเวณก้น
  2. ทรงหยดน้ำหรือทรงรี ตัวซิลิโคนจะมีรูปทรงวงรีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมด้านข้างของสะโพกโดยมีข้อดีคือ มีเมื่อเสริมแล้วจะได้ธรรมชาติ

 

การฉีดไขมันร่วมกันกับการเสริมซิลิโคนสะโพก

ในบางคนที่ต้องการเสริมบริเวณสะโพก/ก้นด้านข้างร่วมด้วย แพทย์อาจต้องพิจารณาการเสริมซิลิโคนร่วมกันกับการฉีดไขมัน  (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ประเมิน)

ดูดไขมันร่วมด้วยเพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น

สำหรับคนไข้บางคนที่มีไขมันสะสมบริเวณหลังและหน้าท้องเหนือสะโพก เอว หรือบริเวณใต้ก้น ทำให้แม้จะเสริมสะโพกหรือก้นแล้วอาจยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามเท่าใดนัก ดังนั้นจึงสมควรต้องมีการผ่าตัดร่วมกับการดูดไขมันบริเวณดังกล่าวร่วมด้วยเพื่อให้รูปร่างของสะโพกสวยงามมากขึ้น เนื่องจากการมีช่วงเอวและขาที่พอเหมาะ จะทำให้เห็นความโค้งเว้าของทรวดทรงบั้นท้ายหรือสะโพกเด่นชัดยิ่งขึ้น

 

“เสริมก้น - เสริมสะโพก” ต่างกันอย่างไร ??

หลาย ๆ คนคงสงสัยเกี่ยวกับการศัลยกรรมเสริมก้น – เสริมสะโพกว่า มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ใส่ซิลิโคนกันตรงไหน และที่สำคัญ มีวิธีการหรือขั้นตอนกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “การศัลยกรรมเสริมก้น” คือ การเสริมเพื่อเพิ่มส่วนด้านหลังให้นูนขึ้นมา เพื่อให้มีรูปทรงกลมกลึง ส่วน “การศัลยกรรมเสริมสะโพก” คือ การเสริมส่วนสะโพกด้านข้างให้ผายออกมา เพื่อให้รูปร่างดูมีส่วนเว้า โค้ง

 

สำหรับการเสริมก้นและเสริมสะโพก ปัจจุบันศัลยแพทย์แนะนำให้เสริมด้วยถุงซิลิโคน เนื่องจากมีความปลอดภัยรูปทรงแน่นอน และสามารถกำหนดขนาดได้ว่า ชอบขนาดเท่าไหร่ สัดส่วนเท่าไหร่ ทรงแบบไหน ใส่บริเวณไหน และเมื่อเกิดปัญหาสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ ส่วนวิธีการฉีดไขมันตัวเอง ให้ผลไม่ถาวร เพราะไขมันจะสลายได้ มีโอกาสแข็งเป็นก้อน ผิวไม่เรียบ เป็นคลื่นตะปุ่มตะป่ำ และกำหนดรูปทรงได้ลำบาก

ส่วนการวางตำแหน่งถุงซิลิโคนนั้น ถ้ามีเนื้อก้นมากอยู่แล้ว แต่ต้องการสะโพกที่ผาย ก็จะวางตำแหน่งซิลิโคนออกทางด้านข้างมากขึ้น แต่ถ้าคนไข้มีสะโพกผายอยู่แล้ว แต่ต้องการก้นที่มีความนูนด้านหลัง ก็จะวางซิลิโคนค่อนมาตรงกลาง

 

เสริมสะโพกด้วยซิลิโคน (BUTTOCK AUGMENTATION) เทรนด์ใหม่ อัพไซส์ เพิ่มความมั่นใจ แก้ไขปัญหาสะโพกเล็ก




 

การเสริมสะโพกด้วยซิลิโคน เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมที่ช่วยเสริมขนาดของสะโพกให้โตขึ้น ทำให้สะโพกมีความสวยงาม ช่วยเสริมให้รูปร่างดูดี เลือกใส่เสื้อผ้าได้หลากหลาย สร้างความมั่นใจมากขึ้น ในปัจจุบันการทำศัลยกรรมเสริมขนาดสะโพกด้วยซิลิโคนได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการศัลยกรรมมีความปลอดภัยมากขึ้น การเสริมขนาดสะโพกในสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่มักจะไปใช้วิธีการฉีดซิลิโคนเหลว ซึ่งเกิดผลข้างเคียงหลายอย่างตามมาเพราะเป็นสารแปลกปลอม เกิดเป็นก้อนพังผืด สะโพกบิดเบี้ยว ผิดรูป ซิลิโคนมีการไหลไปยังส่วนต่างๆ หรือย้อยลงเหมือนคนมีอายุ เพราะซิลิโคนเหลวจะคงสภาพอยู่ได้ไม่นาน การผ่าตัดรักษาก็เป็นไปได้ยากที่จะแก้ไข และทำให้สะโพกนั้นกลับมาสวยเหมือนเดิม

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเสริมสะโพกด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมซิลิโคนเข้าไป เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในแถบประเทศฝั่งยุโรป อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูง ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นไปได้ด้วยดี รูปร่างมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น และสามารถพูดได้ว่าการเสริมสะโพกด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมซิลิโคนนั้นมีความปลอดภัยมากกว่าการฉีดสารแปลกปลอม

 

ความแตกต่างของซิลิโคนที่ใช้ในการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสะโพก กับซิลิโคนเสริมหน้าอก

สำหรับซิลิโคนที่ใช้ในการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสะโพกนั้น เป็นซิลิโคนแบบที่ภายในบรรจุซิลิโคนเจล แบบเดียวกับซิลิโคนที่ใช้ในการศัลยกรรมเสริมหน้าอก แต่มีขนาด รูปร่าง และรายละเอียดที่แตกต่างกัน เป็นซิลิโคนที่เหมาะสำหรับการเสริมสะโพกเท่านั้น เพราะการเสริมสะโพกนั้นเป็นการใส่ซิลิโคนในกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ และมีแรงกดมากกว่าบริเวณหน้าอก

ทั้งนี้ซิลิโคนสำหรับเสริมสะโพกนั้น เจลซิลิโคนที่บรรจุภายในจะมีความแข็ง และมีความเหนียวมากกว่าซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอก รูปร่างก็จะแบนและกว้างกว่า ส่วนผิวของซิลิโคนสำหรับเสริมสะโพกก็มีทั้งแบบเรียบ และแบบผิวทรายทั้งนี้สามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบยังไม่มีผลวิจัยแน่ชัดว่าลักษณะผิวแบบไหนมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันอย่างไร ซิลิโคนสำหรับเสริมสะโพกจะใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศยุโรป รวมถึงประเทศไทย เพราะมีความปลอดภัย และทำให้การผ่าตัดเสริมสะโพกออกมามีรูปร่างที่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ซิลิโคนที่ใช้สำหรับผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสะโพกมีทั้งหมดกี่แบบ?

ซิลิโคนที่ใช้สำหรับผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสะโพกเทียมนั้นมีรูปทรงคล้ายกับซิลิโคนสำหรับผ่าตัดศัลยกรรมเสริมหน้าอก คือ  แบบทรงกลม และทรงหยดน้ำ นอกจากนี้หุ้มซิลิโคนยังมี 2 แบบ คือแบบผิวเรียบ และแบบผิวทราย สำหรับขนาดที่นิยมใช้สำหรับการเสริมสะโพกนั้น จะมีตั้งแต่ขนาด 200-550 CC ทั้งนี้แพทย์จะแนะนำขนาดของซิลิโคนที่เหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละคน เพื่อไม่ให้สะโพกมีขนาดใหญ่จนเกินไป เพราะอาจจะเกิดปัญหาหลังผ่าตัดได้



 


ซิลิโคนเสริมสะโพกชนิดทรงกลม : เป็นซิลิโคนที่แบนกว่าชนิดซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอก เหมาะสำหรับการใช้เสริมบริเวณสะโพกด้านใน หรือบริเวณบั้นท้าย เพื่อให้บั้นท้ายดูกลมสวย แต่ไม่ควรผ่าตัดเสริมระดับใต้ผิวหนังเพราะอาจจะทำให้สะโพกด้านในนั้นดูไม่สวยเป็นธรรมชาติ



 

ซิลิโคนเสริมสะโพกชนิดทรงหยดน้ำ : เป็นซิลิโคนรูปทรงวงรี ที่ใช้สำหรับเสริมบริเวณด้านข้างของสะโพก ซึ่งจะทำให้สะโพกดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่า จึงมักถูกเรียกว่าเป็นซิลิโคนเสริมสะโพกทรงธรรมชาติ โดยการผ่าตัดเสริมนั้น ซิลิโคนจะต้องมีการวางตำแหน่งให้เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง เพื่อที่จะให้สะโพกสวยดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแตกต่างกันทั้งสองข้างนั่นเอง

เทคนิคการผ่าศัลยกรรมเสริมสะโพกด้วยซิลิโคน

 


 

1.การผ่าตัดโดยวางซิลิโคนบริเวณใต้ผิวหนัง

 

เป็นการศัลยกรรมเสริมสะโพกโดยใช้เทคนิคการผ่าตัด และวางตำแหน่งของซิลิโคนไว้ใต้ชั้นผิวหนัง บริเวณเหนือกล้ามเนื้อ จะเห็นความนูนเด่นของสะโพกได้อย่างชัดเจน

  • การผ่าตัดทำให้มีความเจ็บปวดน้อย
  • สะโพกจะนูนเด่นเห็นชัดเจน
  • ไม่เป็นอันตรายต่อเส้นประสาท
  • ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

 

 

2.การผ่าตัดโดยวางซิลิโคนบริเวณใต้กล้ามเนื้อ (SUBMUSCULAR SAFE)

 

เป็นการศัลยกรรมผ่าตัดเสริมสะโพกโดยการวางตำแหน่งของซิลิโคนระหว่างกล้ามเนื้อสะโพกมัดบนและมัดล่าง การผ่าตัดเทคนิคนี้จะมีอาการเจ็บปวดหลังจากผ่าตัดมากกว่าเทคนิคเสริมสะโพกใต้ผิวหนัง แต่จะทำให้มองไม่เห็นขอบซิลิโคน และมีโอกาสที่ซิลิโคนจะทะลุนั้นมีน้อยกว่า อีกทั้งเทคนิคนี้จะต้องใช้ความชำนาญจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อเส้นประสาทใหญ่ที่ขา

  • โอกาสเกิดซิลิโคนทะลุมีน้อยกว่า
  • สะโพกดูสวยงามเป็นธรรมชาติมากกว่า
  • ป้องกันปัญหาซิลิโคนเคลื่อนที่
  • ไม่ค่อยเห็นรูปทรงซิลิโคน
  • ป้องกันปัญหาการติดเชื้อ
  • ลดปัญหาการดูแลในระยะยาว

3.การผ่าตัดโดยวางซิลิโคนใต้พังพืดกล้ามเนื้อ

 

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่พัฒนาการมาจากการผ่าตัด 2 เทคนิคด้านบน โดยเป็นการเปิดช่องใต้พังพืดกล้ามเนื้อแล้วนำซิลิโคนเสริมสะโพกใส่เข้าไป คือเป็นการผ่าตัดเสริมสะโพกแบบอยู่เหนือกล้ามเนื้อ แต่อยู่ใต้พังพืดกล้ามเนื้ออีกที ทำให้เห็นส่วนนูนของสะโพกได้ชัด สามารถเสริมสะโพกด้านข้างได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน เพราะยังไม่มีวิธีมาตรฐาน และการผ่าตัดอาจไม่สามารถเปิดช่องนี้ได้โดยง่าย

  • สะโพกจะนูนสวยมากกว่าการเสริมแบบใต้กล้ามเนื้อ
  • สามารถเสริมบริเวณด้านข้างสะโพกได้

ตำแหน่งของแผลผ่าตัด สำหรับการศัลยกรรมเสริมสะโพกด้วยซิลิโคน

แผลผ่าตัดจากการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมสะโพกจะอยู่บริเวณร่องก้นด่านบนของ สะโพกทั้ง 2 ข้าง เพราะหลังจากที่ผ่าตัดแล้ว จะทิ้งร่องรอยแผลเป็นน้อยและซ่อนในตำแหน่งที่มองไม่เห็น และการผ่าตัดเป็นการเปิดแบบ 2 ตำแหน่ง ซ้าย และขวา แต่ทั้งนี้ผู้ทำศัลยกรรมต้องดูแลบาดแผลหลังศัลยกรรมอย่างที่ดีที่สุด เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ เนื่องจากบาดแผลนั้นอยู่ใกล้บริเวณทวารหนัก


ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมสะโพก

 

  1. แพทย์จะมีการให้คำปรึกษาก่อนทำศัลยกรรม และวิเคราะห์รูปร่างของผู้เข้ารับบริการ เนื่องจากสะโพกของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนั้นต้องมีการประเมินพื้นฐานของกายภาพ และเลือกวิธีการที่จะใช้ก่อนการผ่าตัด เพื่อผลลัพธ์ที่ออกมาเห็นผลชัดเจน ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด
  2. วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการดมยาสลบให้กับคนไข้ และเฝ้าดูแลในการทำศัลยกรรมอยากใกล้ชิด
  3. ศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลบริเวณกึ่งกลางสะโพก โดยบาดแผลจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร
  4. ทำการเปิดช่องว่างเพื่อเตรียมทำการนำซิลิโคนใส่เข้าไปในบาดแผลที่เปิดไว้
  5. ทำการนำซิลิโคนเสริมสะโพกใส่เข้าไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดที่ทีมแพทย์ได้ประเมินไว้ ว่าควรจะเสริมในเทคนิคใด
  6. ทำการเย็บปิดบาดแผล
  7. ปิดบาดแผลด้วยผ้ายืดปิดแผล
  8. ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 2-3 ชั่วโมง

หมายเหตุ ในบางรายอาจจะต้องมีการดูดไขมัน หรือฉีดไขมันเสริมเข้าไปด้วย ทางทีมแพทย์จะทำการประเมินก่อนที่จะทำการผ่าตัดศัลยกรรม และถ้าหากต้องทำการดูดไขมัน หรือฉีดไขมันเสริมเข้าไปด้วยนั่น ทางแพทย์จะทำการเปิดแผลแยกเป็นขนาดเล็กๆ อีกแผล และอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแผลผ่าตัด

   

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการเสริมสะโพก

 

การที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดมีการเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนทำการผ่าตัด จะทำให้ได้รับผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยป้องการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการผ่าตัดได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะส่งผลดีกับตัวคุณเอง โดยควรปฏิบัติตัวก่อนทำการผ่าตัดดังนี้

  1. ตรวจสุขภาพพื้นฐาน
  2. พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  3. สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการป่วยแทรกซ้อน
  4. งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  5. งดน้ำ งดอาหารก่อนทำการผ่าตัด 6-8 ชั่วโมง
  6. ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 10-15 วัน
  7. ควรมีญาติ หรือเพื่อนมาในวันผ่าตัดด้วย
  8. งดรับประทานยากลุ่ม Aspirin และวิตามิน อาหารเสริม ยาลดน้ำหนักทุกชนิดก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  9. ถ้าความดันสูงควรควบคุมความดันให้อยู่ต่ำกว่า 140/90 mm Hg (มิลลิเมตร/ปรอท)
  10. แจ้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้รับประทานอยู่เป็นประจำให้ทีมแพทย์ทราบ
  11. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางใดๆ ก่อนทำการผ่าตัด เพราะอาจจะยากต่อการทำความสะอาดก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  12. ควรมีผู้ดูแลในระหว่างการพักฟื้นที่บ้าน

 

การดูแลตัวเองหลังจากทำการผ่าตัดเสริมสะโพก

 

  1. ช่วง 48 ชั่วโมงแรกควรทำการประคบเย็นบริเวณบาดแผล
  2. มีการใส่สายระบายน้ำเหลือง เพื่อทำการระบายเลือดที่คั่งอยู่บริเวณบาดแผลออก
  3. จากนั้นกลับไปพักฟื้นที่บ้าน โดยแพทย์จะนัดเข้ามาทำการตัดไหมอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์
  4. ในช่วงแรกๆ ควรทานยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการเจ็บอย่างต่อเนื่อง
  5. ไม่ควรให้บาดแผลโดนน้ำในช่วงการพักฟื้นก่อนทำการตัดไหม
  6. ในช่วงสัปดาห์แรกควรนอนพักผ่อนด้วยท่านอนคว่ำ หรือตะแคงเท่านั้น ห้ามนอนหงายโดยเด็ดขาด
  7. หลังจากผ่าตัดไป 3 วันแรก ควรพักผ่อนให้มากๆ แต่ไม่ควรนอนเพียงอย่างเดียว สามารถลุกขึ้นเดินช้าๆ
  8. หลังจากผ่าตัดสามารถนั่งได้ตามปกติ แต่ไม่ควรนั่งเป็นระยะเวลานาน ควรรอประมาณ 1 อาทิตย์ จึงจะสามารถนั่งได้ตามปกติ
  9. สามารถออกกำลังกายแบบเบาๆได้หลังจากผ่าตัดไปแล้วประมาณ 4 อาทิตย์ หลังจากนั้นสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ
  10. ช่วง 1-3 เดือนแรกอาจจะมีอาการเจ็บปวดสะโพกบ้างอยู่เป็นระยะ

 

 รีวิวภาพก่อนและหลัง เสริมสะโพก (BUTTOCK AUGMENTATION)