สถิติผู้ชมเว็บไซต์







 

 

ศัลยกรรมผ่าตัดแปลงเพศ



            การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิงเป็นการผ่าตัดเพื่อตกแต่งอวัยวะเพศภายนอกให้มีรูปร่างเหมือนอวัยวะเพศหญิงและสร้างช่องคลอดใหม่ เทคนิควิธีการผ่าตัดได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาจนปัจจุบันมีรูปร่างที่คล้ายอวัยวะเพศหญิงมาก โดยที่รูปร่างภายนอกจะประกอบด้วยแคมนอก แคมใน คลิตอริสส่วนช่องคลอดมีเทคนิคที่ใช้แตกต่างกัน โดยอาจใช้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ หรือใช้หนังอัณฑะ หรือใช้ทั้งสองอย่าง

 การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่กำเนิดซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Gender Dysphoria โดยการผ่าตัดเพื่อให้มีอวัยวะเพศตรงตามสภาพจิตใจที่ต้องการของตนเอง และทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองได้เลือกใหม่ ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตใหม่ จึงควรมีการเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ผ่าตัด  ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี  ซึ่งจะทำให้ได้รับรูปร่างของอวัยวะเพศภายนอกสวยงามเหมือนธรรมชาติ  มีความลึกของช่องคลอดตามความเหมาะสมกับสภาพของร่างกาย  และสามารถรับความรู้สึกทางเพศได้ดี จะช่วยให้ผู้ที่รับการผ่าตัดมีสภาพร่างกายสอดคล้องกับสภาพจิตใจ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

 

ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ จะต้องรับการตรวจจากจิตแพทย์ว่าได้ผ่านการทดสอบ โดยมีคุณสมบัติความพร้อมมาตรฐานโลกของสมาคม เบนจามิน แฮร์ริสันดังนี้

  1. มีอายุอย่างน้อย 18 ปี โดยต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ถ้าอายุน้อยกว่า 20 ปี
  2. ได้ดำรงชีวิตแบบผู้หญิงติดต่อกันเป็นระยะยาวนานกว่า 1 ปีขึ้นไป
  3. เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงอย่างสมบูรณ์ที่คนรอบข้างยอมรับได้ และคุณมีความสุขโดยไม่มีความกดดันใด ๆ
  4. เคยรับประมาณฮอร์โมนเพศหญิงมาก่อน ไม่วาจะเป็นในรูปยารับประทานหรือยาฉีดอย่างน้อย  1 ปี
  5. ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Gender identity disorder , Gender dysphoria
  6. ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจว่าอยู่ในภาวะที่ปกติและพร้อมกับการผ่าตัดโดยจิตแพทย์หรือนักจิตเวช และให้ใบรับรอง สำหรับการผ่าตัดอย่างถูกต้องตามหลักการทดสอบสภาพจิต
  7.  ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดย

1. ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด
2. ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของผู้ป่วยจะทำได้
3. เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู้สึกทางเพศเหมือนปกติ
4. ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นน้อยที่สุด


เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ

1. เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่โดยเจาะบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ โดยมีลึกประมาณ 6-7 นิ้ว
3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมหรือจากถุงอัณฑะ  ไปสร้างเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง
4. เก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศ  เพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)แล้วตัดแกนองคชาตออก
5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลง แล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้
6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม


 

การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง  สามารถแบ่งตามเทคนิคการสร้างช่องคลอดใหม่ได้ 3 วิธีดังนี้

 

1. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  : SRS I เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนต่ำ  ศัลยแพทย์นิยมกันอย่างแพร่หลาย

 

ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน
ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน ) ระยะยาวหนังหุ้มช่องคลอดมักจะย้อยออกมา

 

2. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด   : SRS 2 เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาตแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัณฑะ   มาเลาะให้มีผิวหนังบางๆ  ไปทำเป็นผิวหนังหุ้มผนังช่องคลอด เพื่อเพิ่มความลึกของช่องคลอด  ให้ได้ตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน   ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัณฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา  ขาหนีบ หน้าท้อง มาเพิ่มเป็นผนังของช่องคลอดให้ความลึกเพิ่มอีกก็ได้

 

ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดลึกมากกว่า 6 นิ้ว
ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดมากขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่เซเลบคลินิก 5 คืน

 

3. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ทำเป็นผนังช่องคลอดสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นหญิงสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะลำไส้ใหญ่จะมีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ หรือ เป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว  ช่องคลอดตีบตัน  ไม่สามารถร่วมเพศได้  โดยนำลำไส้ใหญ่บางส่วน ประมาณ  7-8   นิ้ว  มาสร้างเป็นผนังช่องคลอด ที่เซเลบคลินิก มีเทคนิคในการนำลำไส้ใหญ่มาเป็นผนังช่อคลอด อยู่ 2 เทคนิคแบบเปิดแผลหน้าท้อง  (Open Technique ) จะมีรอยแผลตามขอบบิกินี่  ด้านซ้ายของคนไข้ยาวประมาณ  7 เซนติเมตร   ลำไส้ใหญ่ที่นำมาทำเป็นผนังช่องคลอด  ยาวประมาณ 7-8  นิ้ว โดยจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงด้วย    ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 7 ชั่วโมง แบบใช้กล้อง  ( Laparoscopic Technique ) เทคนิคนี้เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุด ที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดโดยปราศจากแผลเป็นที่หน้าท้อง  โดยใช้เครื่องมือพิเศษ ในการผ่าตัด  สามารถตัดลำไส้มาทำเป็นผนังช่องคลอดได้ยาว 7-8 นิ้ว การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 

 

การเตรียมตัวก่อน - หลัง ผ่าตัดแปลงเพศ จากชายเป็นหญิง

 


 

รีวิวรูปภาพจากคนไข้ที่เข้ามารับบริการผ่าตัดแปลงเพศ