สถิติผู้ชมเว็บไซต์







 

 

ศัลยกรรมผ่าตัดแปลงเพศ  


(MTF Sex Reassignment Surgery)


 

 

 

 


            การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิงเป็นการผ่าตัดเพื่อตกแต่งอวัยวะเพศภายนอกให้มีรูปร่างเหมือนอวัยวะเพศหญิงและสร้างช่องคลอดใหม่ เทคนิควิธีการผ่าตัดได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาจนปัจจุบันมีรูปร่างที่คล้ายอวัยวะเพศหญิงมาก โดยที่รูปร่างภายนอกจะประกอบด้วยแคมนอก แคมใน คลิตอริสส่วนช่องคลอดมีเทคนิคที่ใช้แตกต่างกัน โดยอาจใช้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ หรือใช้หนังอัณฑะ หรือใช้ทั้งสองอย่าง


 การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่กำเนิดซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Gender Dysphoria โดยการผ่าตัดเพื่อให้มีอวัยวะเพศตรงตามสภาพจิตใจที่ต้องการของตนเอง และทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองได้เลือกใหม่ ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตใหม่ จึงควรมีการเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ผ่าตัด  ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี  ซึ่งจะทำให้ได้รับรูปร่างของอวัยวะเพศภายนอกสวยงามเหมือนธรรมชาติ  มีความลึกของช่องคลอดตามความเหมาะสมกับสภาพของร่างกาย  และสามารถรับความรู้สึกทางเพศได้ดี จะช่วยให้ผู้ที่รับการผ่าตัดมีสภาพร่างกายสอดคล้องกับสภาพจิตใจ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

 

ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ จะต้องรับการตรวจจากจิตแพทย์ว่าได้ผ่านการทดสอบ โดยมีคุณสมบัติความพร้อมมาตรฐานโลกของสมาคม เบนจามิน แฮร์ริสันดังนี้


  1. มีอายุอย่างน้อย 20 ปี โดยต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่
  2. ได้ดำรงชีวิตแบบผู้หญิงติดต่อกันเป็นระยะยาวนานกว่า 1 ปีขึ้นไป
  3. เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงอย่างสมบูรณ์ที่คนรอบข้างยอมรับได้ และคุณมีความสุขโดยไม่มีความกดดันใด ๆ
  4. เคยรับประมาณฮอร์โมนเพศหญิงมาก่อน ไม่วาจะเป็นในรูปยารับประทานหรือยาฉีดอย่างน้อย  1 ปี
  5. ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Gender identity disorder , Gender dysphoria
  6. ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจว่าอยู่ในภาวะที่ปกติและพร้อมกับการผ่าตัดโดยจิตแพทย์หรือนักจิตเวช และให้ใบรับรอง สำหรับการผ่าตัดอย่างถูกต้องตามหลักการทดสอบสภาพจิต
  7.  ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดย


1. ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด
2. ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของผู้ป่วยจะทำได้
3. เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู้สึกทางเพศเหมือนปกติ
4. ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นน้อยที่สุด


เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศแบบต่อกราฟ


1. เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่โดยเจาะบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ โดยมีลึกประมาณ 6-7 นิ้ว
3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมหรือจากถุงอัณฑะ  ไปสร้างเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง
4. เก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศ  เพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)แล้วตัดแกนองคชาตออก
5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลง แล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้
6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม


 

ข้อกำหนดในการทำผ่าตัดแปลงเพศ ชายเป็นหญิง

 

โดยทั่วไปแล้วก่อนที่คนไข้จะตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศ จิตแพทย์จะต้องทำการทดสอบคนไข้ก่อนว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงหรือไม่  โดยการใช้ฮอร์โมนหรือการแต่งตัวเป็นผู้หญิงร่วมอย่างน้อย 6 เดือนก่อนการผ่าตัด เป็นต้น

 

ฮอร์โมนเพศหญิงที่จะให้กับคนไข้ได้แก่ เอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรนโดยจะให้เป็น 2 เท่าของผู้หญิงทั่วไป ในขณะเดียวกันก็จะให้ยากดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อช่วยให้รูปลักษณ์ความเป็นชายลดลงและเพื่อช่วยลดอารมณ์ทางเพศ การกดฮอร์โมนเพศชายนี้จะต้องทำอย่างต่ำ 2 ปี อย่างไรก็ตามการใช้ฮอร์โมนควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

- ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี

 

- ได้ผ่านการรับรองจากจิตแพทย์เพื่อยืนยันและอนุญาตให้รับการผ่าตัดแปลงเพศ 2 ฉบับ

 

 

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ

 

 

1. ผู้ที่จะทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงต้องมีจดหมายรับรองจากนักบำบัดจิต หรือจิตแพทย์ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางต่อมไร้ท่อ หรือแพทย์ทั่วไป

 

2. งดรับประทานหรือฉีดฮอร์โมนก่อนผ่าตัด  4 อาทิตย์ตามลำดับ เพื่อลดโอกาสเส้นเลือดดำอุดตัน อย่างไรก็ตามการงดฮอร์โมนนี้จะต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์อย่างเคร่งครัด

 

3. ตรวจร่างกายโดยละเอียด 3 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ โดยคนไข้จะต้องผ่านการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ตรวจเม็ดเลือด HIV เกลือแร่ น้ำตาล การทำงานของตับและไต ตรวจปัสสาวะ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น

 

 

 

เงื่อนไขการชำระเงิน

 

1.  วันที่ผู้ป่วยเข้ารับการปรึกษาผ่าตัดแปลงเพศ หากต้องการจองคิวคลินิกจะเก็บเงินมัดจำ 5,000 บาท 

เป็นการจองคิวพร้อมทั้งเจาะเลือดผู้ป่วย

 

2.  เจ้าหน้าที่จะโทรแจ้งผลตรวจเลือด และให้ผู้ป่วยชำระเงินที่ส่วนที่เหลือ 

 

3.  หากผู้ป่วยมีผลเลือดปกติ ผู้ป่วยจะต้องชำระเงินล่วงหน้าก่อนวันผ่าตัด 2 อาทิตย์ ถ้าไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามกำหนด    (คลินิกจะขอยกเลิกคิวการผ่าตัดและหักค่ามัดจำ 5,000 บาท) 

 

4.  กรณีที่ผลเลือดผิดปกติ

 

      -  ในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลเลือดผิดปกติแล้วต้องการรับการผ่าตัด ให้สอบถามค่าใช้จ่ายกับเจ้าหน้าที่ 

 

      - ในกรณีที่ผู้ป่วยผลเลือดผิดปกติแล้วไม่พร้อมทำการผ่าตัด คลินิกจะคืนค่ามัดจำให้ 4,000 บาท (สี่พันบาท)

        โดยคลินิกจะหักค่าเจาะเลือด 1,000 บาท (หนึ่งพันบาท)

 

5.  ผู้ป่วยที่นัดทำผ่าการตัดแปลงเพศแล้ว แต่ไม่สะดวกขอเลื่อนวันนัดทำผ่าตัดแปลงเพศ คลินิกจะหักเงินค่ามัดจำ

     5,000 บาท (ห้าพันบาท) ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น   

 

6.  ผู้ป่วยจะต้องนำใบรับรองจิตแพทย์ 2 ใบ / แพทย์ 2 ท่าน มายื่นที่คลินิกก่อนวันทำการผ่าตัด 1 อาทิตย์

 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

 

1. ปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องการเตรียมสภาพร่างกายก่อนการผ่าตัดแปลงเพศอย่างเคร่งครัด

 

2. ผู้ป่วยไม่ควรขับรถมาเองในวันผ่าตัด

 

3. ผู้ป่วยควรนำยาประจำตัว และยาระบายที่เหลือมาด้วย

 

4. ก่อนผ่าตัดควรงดรับประทานยาดังต่อไปนี้ ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่พาราเซตามอล ยาคุม ฮอร์โมน ยาสมุนไพร วิตามิน หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ต้องหยุดรับประทานก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน

 

 5. ผู้ป่วยห้ามดื่มแอลกอฮอล์ 1 เดือนก่อนการผ่าตัด

 

6. ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ควรหยุดสูบ 1 เดือนก่อนการผ่าตัด

 

7. ไม่นำเครื่องประดับและของมีค่าทุกชนิดมาในวันผ่าตัด

 

8. ในวันผ่าตัดผู้ป่วยต้องไม่ทาสีเล็บหรือต่อเล็บปลอมทุกชนิดที่นิ้วมือ-เท้า

 

9. ทางคลินิกไม่อนุญาติให้ญาติมานอนเฝ้าผู้ป่วย

 

10. ผู้ป่วยควรเตรียมชุดหลวมกว้างใส่สบายแนะนำให้เป็นชุดกระโปรงยาวไม่รัด เพื่อใส่กลับบ้าน

 

 

การเตรียมสภาพร่างกายก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ

 

1. การเตรียมตัว 1 วัน ก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ

   - มื้อเช้าผู้ป่วยสามารถประทานอาหารอ่อนที่มีกากน้อยได้เท่านั้น

   - มื้อกลางวันหลังอาหารเที่ยงให้รับประทานยาระบาย ครึ่งขวด (45 cc) และดื่มน้ำตามมาก ๆ

   - มื้อเย็นรับประทานเพียงน้ำซุปใสหรือน้ำหวานเท่านั้น ดื่มน้ำได้ตามปกติ (ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะต้องถ่ายเป็นน้ำใส ๆ)

 

2. การเตรียมตัววันที่สอง วันผ่าตัดแปลงเพศ  

   - เวลา 06.00 น. ในวันทำการผ่าตัดผู้ป่วยสามารถรับประทานได้เพียงน้ำซุปใสหรือน้ำหวานในมื้อเช้าเท่านั้นและรับประทานยาระบายที่เหลือทั้งหมด

   - เวลา 09.00 น. ผู้ป่วยงดน้ำและอาหารทุกชนิด

   - เวลา 11.00 น. ผู้ป่วยมาเตรียมตัวที่คลินิก

 

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดแปลงเพศ  ผู้ป่วยควรให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ตัวผู้ป่วย และมาตามที่คลินิกนัดทุกครั้งอย่างเคร่งครัดเพื่อเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดได้ในภายหลัง การมาตามนัดถือเป็นหน้าที่ของผู้ป่วย หากผู้ป่วยผิดนัดแล้วเกิดปัญหาขึ้นในระหว่างนี้ ผู้ป่วยจะไม่สามารถเรียกร้องให้คลินิกรับผิดชอบได้ เพราะอาจเกิดจากการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดอย่างไม่เหมาะสม

  1. ผู้ป่วยในระยะหลังการผ่าตัดควรนอนราบและเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด เพื่อลดโอกาสมีเลือดออกหลังการผ่าตัด
  2. เมื่อทำการตรวจแผลหลังการผ่าตัดสองวันจะได้รับการทำความสะอาดแผลและส่องไฟ ผู้ป่วยควรระมัดระวังอุบัติเหตุจากความร้อนของโคมไฟด้วย
  3. ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์และเจ้าหน้าที่ในการดูแลหลังผ่าตัดโดยเคร่งครัด
  4. การทำแผลก่อนกลับบ้านผู้ป่วยบางรายอาจมีสายสวนปัสสาวะคาอยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการบวมของท่อปัสสาวะทำให้ไม่สามารถปัสสาวะได้เองในระยะแรก
  5. ผู้ป่วยบางรายที่ได้นำสายสวนปัสสาวะออก อาจไม่สามารถปัสสาวะได้เองในระยะหลัง จึงอาจต้องมีการใส่สายสวนปัสสาวะใหม่อีกครั้ง
  6. สัปดาห์แรกหลังจากออกจากโรงพยาบาลผู้ป่วยมีนัดทำแผลทุกวันเพื่อตรวจสอบการหายของแผลและตรวจความลึกของช่องคลอดเทียม ผู้ป่วยจะต้องมาตามที่คลินิกนัดอย่างเคร่งครัด   
  7. ผู้ป่วยควรดูแลบาดแผลและแช่น้ำอุ่นตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และทายาตามความเหมาะสม
  8. เมื่อเจ้าหน้าที่ประเมินบาดแผลแล้วจะทำการขยายช่องคลอด  ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือขณะทำการขยาย
  9. เมื่อผู้ป่วยสามารถทำการขยายช่องคลอดได้เองแล้ว  จะต้องทำการขยายด้วยตนเองวันละสองครั้ง หากมีอาการตีบของช่องคลอดที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดเมื่อพ้นระยะการดูแลของคลินิก  (3เดือนหลังการผ่าตัด)  เป็นความรับผิดชอบของผู้ป่วยที่เกิดจากการดูแลตัวเองอย่างไม่เหมาะสมและไม่สามารถเรียกร้องการรับผิดชอบจากทางคลินิกได้
  10. ขณะที่อยู่ในช่วงดูแลการหายของบาดแผลไม่ควรรับประทานอาหารย่อยยาก อาหารรสจัด อาหารหมักดอง เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยหรือท้องเสีย
  11. ในระยะพักฟื้นควรพักผ่อนมากๆ ไม่ควรเดินเป็นเวลานาน
  12. ไม่ใส่ยาหรือผงโรยแผลใดๆนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง

 

นอกจากนี้แล้วผู้ที่สนใจจะทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงจะต้อง

 

1. แจ้งอาการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัดหากมีโรคประจำตัว โปรดแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า

 

2. งดแอสไพริน (aspirin) ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด

 

3. งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 4 อาทิตย์ และหลังผ่าตัด 4 อาทิตย์

 

สำหรับคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศได้ แต่จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย 2 เท่า จากปกติเนื่องจากจะต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์เป็นส่วนตัว

 

 

หลักการในการตัดสินใจเลือกเทคนิคในการทำศัลยกรรมแปลงเพศจากชาย เป็นหญิง มี 3 แบบ : ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

 

โดยก่อนผ่าตัดผู้ที่จะทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงจะต้องเข้ารับคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการโดยละเอียด เพื่อพิจารณาเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคนไข้มากที่สุด

 

1. แบบปกติ (Penile Skin Inversion) สร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชาย

 

2. แบบ (Penile Skin Inversion + Scrotal Skin Graft) สร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับผิวของถุงอัณฑะ

 

3. แบบใช้ลำไส้เพื่อทำช่องคลอด (Sigmoid Colon + Penile Skin Inversion) การสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับลำไส้ใหญ่

 

โดยสรุป

 

1. การแปลงเพศแบบธรรมดา หรือเรียกว่า Penile Skin Inversion and/or Scrotal Skin Graft (self- lubricate with organism) แบบนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีความยาวตามขนาดก่อนแปลงเพศ เช่น  ถ้าเรามีความยาวก่อนแปลงเพศ  เวลาแข็งตัวประมาณ 5-6 นิ้ว  หลังทำการแปลงเพศ ความลึกของช่องคลอดของเราจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 นิ้วเช่นกัน

 

2. การแปลงเพศแบบใช่ลำไส้ หรือเรียกว่า Sigmoid Colon (lubricate with organism)  แบบนี้เหมาะกับผู้ที่มีความสั้นของอวัยวะเพศ แต่ต้องการเพิ่มความลึกให้กับช่องคลอดเช่น  ถ้าเรามีความแข็งตัวก่อนแปลง เวลาแข็งตัวประมาณ 1-4 นิ้ว หรือน้อยกว่านี้  หลังทำการแปลงเพศโดยการทำแบบลำไส้ ความลึกของช่องคลอดของเราจะอยู่ที่ประมาณ 6.5 นิ้ว ขึ้นไป

 

 

สำหรับจุดกระสันต์ รับรู้ความรู้สึกระหว่างมีเพศสัมพันธ์

เทคนิคเดิมจะมีจุดกระสันต์ทั้งหมด 3 จุด

จุดที่ หนึ่ง  ที่ ปลายอวัยวะเพศชาย ที่นำมาทำ Clitoris จุดนี้จะอยู่ด้านบนของอวัยวะเพศหญิง

จุดที่ สอง ที่เส้นปัสสาวะ 

จุดที่ สามคือ ต่อมลูกหมาก

 

 

ผลลัพธ์สำหรับการแปลงเพศร่วมกับลำไส้ทำช่องคลอด 

 

ด้วยวิธีการวางท่อปัสสาวะให้เป็นผิวเชื่อมต่อระหว่างคลิโตริสกับรูปัสสาวะ จะทำให้คนไข้มีอวัยวะเพศหญิงเป็นสีชมพูโดยตลอด ซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่ต่างประเทศทำกันที่สุดท้ายแล้วอวัยวะเพศหญิงที่ได้จะมีสีหมองคล้ำ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดอย่างสูง เนื่องจากท่อปัสสาวะที่ใช้มีโอกาสหดตัว ทำให้ตำแหน่งของรูปัสสาวะเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งเมื่อเวลาผ่านไป  นอกจากคนไข้จะได้อวัยวะเพศหญิงที่มีสีสันต์ รูปร่างสวยงามและเหมือนจริงแล้ว คลิโตริสที่ทำขึ้นมาใหม่ยังมีเส้นประสาทครบถ้วน ทำให้สามารถรับความรู้สึกได้ปกติเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เช่น มีน้ำหล่อลื่นแท้จริง, สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เร็ว, ช่องคลอดมีขนาดยาว, โอกาสเกิดช่องคลอดตีบตันน้อยมาก เเละสามารถกำหนดความลึกของช่องคลอดได้มากกว่าการเเปลงเพศเเบบปกติ   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาด้วย

 

ค่ารักษา และบริการ (รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว)

 

ค่าผ่าตัด

 

-         ห้องพักของโรงพยาบาล 5 วันหลังการผ่าตัด

 

-         ค่าแพทย์

 

-         ค่าปรึกษาแพทย์

 

-         ตรวจร่างกาย

 

-         ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์และค่ายา

 

-         ค่าดูแลก่อนและหลังผ่าตัด

 

-         ยาและเวชภัณฑ์

 

-         เเท่งแยงโมสำหรับการดูเเลหลังผ่าตัด

 

 -        การตรวจติดตามผลหลังผ่าตัด

 

ระยะเวลาการผ่าตัด


4-5 ชั่วโมง

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง

  1. แผลผ่าตัดแยกหรือหายช้าหรือช่องคลอดใหม่หลุดลอกออก  พบได้บ่อยพอสมควรเนื่องจากแผลผ่าตัดมีจุดที่ต้องมีการเย็บประกอบขึ้นมาจากผิวหนังหลายส่วน  รวมทั้งการดูแลหลังผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้งานอวัยวะเพศใหม่เร็วเกินไป  ถ้าแผลแยกหรือหลุดลอกไม่มากอาจใช้การทำแผลไปเรื่อยๆจนแผลหายเองได้  แต่ถ้าเป็นมากอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข
  2. มีเลือดคั่งใต้แผลผ่าตัด
  3. ช่องคลอดทะลุเข้าไปในลำไส้ใหญ่  ต้องแก้ไขโดยการผ่าตัด ถ้าไม่รุนแรงก็อาจจะเย็บปิดได้เลย แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อรุนแรงก็อาจจะต้องระบายอุจจาระออกทางหน้าท้องก่อนเพื่อให้แผลรอยทะลุหายสนิทดีค่อยนำลำไส้กลับเข้าที่เดิม
  4. ปัสสาวะลำบาก  เนื่องจากคนไข้จะต้องใส่ท่อสวนปัสสาวะ จึงอาจจะทำให้รูเปิดท่อปัสสาวะบวมและปัสสาวะไม่ออกในช่วงแรกหลังจากถอดท่อสวนออกแล้ว  อาการเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปและจะหายไปเองเมื่ออาการบวมลดลง นอกจากนี้แล้วคนไข้อาจจะประสบปัญหาเลือดออกในช่วงแรกแต่อาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วประมาณ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
  5. ช่องคลอดตีบ  หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องทำการขยายช่องคลอดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 6-12 เดือน มิฉะนั้นก็อาจจะเกิดช่องคลอดตีบแคบได้ ถ้าเกิดใหม่ๆหลังการผ่าตัดอาจจะทำการถ่างขยายได้  แต่ถ้าทิ้งเอาไว้นานจนมีพังผืดแข็งก็อาจจำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดแก้ไข
  6. ช่องคลอดตื้น  เช่นเดียวกับช่องคลอดตีบถ้าเกิดในระยะหลังก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อหาเนื้อเยื่ออื่นมาเสริมเพื่อเพิ่มความลึกแทน เช่น สำไส้ใหญ่ เป็นต้น
 

ระยะเวลาพักฟื้น

ระยะเวลาพักฟื้น โดยปกติคนไข้จะใช้เวลาพักฟื้นโดยประมาณ 3 ถึง 5 สัปดาห์จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ

 

 การนัดผ่าตัด

โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ของเซเลบคลินิก เพื่อสอบถามราคาและกรอกแบบฟอร์มเข้าปรึกษาหรือรับการผ่าตัด เจ้าหน้าที่จะทำการนัดหมายกับศัลยแพทย์เพื่อให้คำปรึกษาท่าน

หรือ โทรศัพท์ 02-4249110, 087-9776277

 

 

คำถาม : การขลิบปลายอวัยวะเพศจะมีผลต่อความรู้สึกทางเพศไหมคะถ้าหลังจากทำช่องคลอดเทียมแล้ว(กลัวจะสูญเสียความรู้สึกทางเพศ)

ตอบคำถาม :  การขลิปปลายอวัยวะเพศไม่มีผลที่จะทำให้ความรู้สึกทางเพศ (orgasm) ลดน้อยลง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคความสามารถของแพทย์ที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศ

 

 

คำถาม  : การทำช่องคลอดเทียมแบบ colon จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ตอนขณะร่วมเพศหรือไม่คะ และจะมีผลต่อลำไส้ของเราอย่างไรในอนาคต(ดิฉันไม่กังวลเรื่องสีชมพูหรือผิวจะหยาบจะนุ่มของช่องคลอดเทียมนะคะแต่กังวลเรื่องมะเร็งหรือโรคแทรกซ้อนตามมาภายหลังค่ะ)

ตอบ : การทำผ่าตัดทุกชนิดในช่วงรักษาตัว หรือพักฟื้นอาจจะมีกลิ่นบ้างเนื่องจากเลือดที่สะสมอยู่ภายใน, การปรับตัวของร่างกาย แต่จะไม่มีกลิ่นหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว จากการวิจัย และศึกษาการทำผ่าตัดแปลงเพศแบบต่อสำไส้ร่วมกับองค์กรแพทย์แปลงเพศนานาชาติ (WPAT) การทำผ่าตัดแปลงเพศแบบต่อลำไส้ไม่มีผลจะมีกลิ่นเหม็นในขณะร่วมเพศ หรือก่อให้เกิดมะเร็ง, ผิวช่องคลอดหยาบ หรือโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับการแปลงเพศ

 

 

คำถาม  :   แฟนของดิฉันมีอวัยวะเพศที่ยาวพอสมควร กังวลเรื่องความลึกของช่องคลอดเทียม(กลัวเจ็บในกรณีที่ช่องคลอดเทียมตื้นหรือตีบตัว)

ตอบคำถาม :  แนะนำแปลงเพศแบบต่อลำไส้ครับ ในการแปลงเพศมักจะมีการกลับมาทำแปลงเพศแบบต่อลำไส้อีกครั้ง เนื่องจากแฟนมีอวัยวะเพศที่ยาวมาก  ส่วนความใหญ่ไม่เป็นปัญหาของการแปลงเพศแบบใช้หนังอวัยวะหรือแบบต่อลำไส้ครับ

 

 

ถาม: อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกหลังแปลงเพศ.แบบใช้ลำไส้.เวลามีเพศสัมพันธ์เราจะสามารถถึงจุดสุดยอด หรือ orgasm เหมือนผู้หญิงไหมค่ะในกรณีผ่าตัดแบบต่อลำไส้..

ตอบ: การเเปลงเพศเเบบชายเป็นหญิงโดยร่วมกับลำไส้ Sigmoid Colon จะมีความรู้สึกทางเพศถึงจุดสุดยอด หรือ orgasmได้เหมือนกัน เเละมีน้ำเมือกใสๆ, ลื่นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ร่วมอยู่ด้วย

 

 

 

คลิก การเตรียมตัวก่อน - หลัง ผ่าตัดแปลงเพศ จากชายเป็นหญิง

 

คลิก รีวิวผ่าตัดแปลงเพศ


คลิก กระทู้จากพันทิปรีวิวแปลงเพศ


ภาพส่วนหนึ่งที่คนไข้เข้ามารับบริการผ่าตัดแปลงเพศ